2553
“สวัสดีปีใหม่” คำพูดของใครหลายคนและอีกหลายคนในวาะต้นปีแบบนี้
ปีใหม่ งานเทศกาลรื่นรมย์ที่บ่งบอกถึงการก้าวข้ามปี
โดยไม่ใช่ไทม์แมชชีนของโดราเอมอน
หรือปีใหม่ก็แค่หนึ่งวันที่เริ่มตั้งแต่เวลา 00.00 น.
ที่คนทั้งโลกมีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะร่า
เสียงชนแก้ว เสียงพูดว่าสวัสดีปีใหม่ เสียงข้อความไหล่บ่าเข้า
และออกจากโทรศัพท์อย่างมากมาย
“ท้องฟ้าปิด หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า
บ่งบอกถึงร่องลอยของฝนที่เพิ่งตกไป”
ทำให้ฉุดคิดได้ว่า หากอดใจรอ ตั้งความอดทน
รออีกสักหน่อยอาจพบกับสีทั้งเจ็ดของรุ้ง
ทว่าแน่นอนอาจได้เห็น แต่นั่นคือ ธรรมชาติที่สร้างได้
แต่หากเรื่องราวตลอด 365 วัน หรือมากกว่า
เปรียบไปแล้วก็เหมือนพายุดีๆ นี่เอง
จึงเกิดคำถามที่ว่าถ้าอดใจรอต้องนานแค่ไหนถึงจะพบ
“ฟ้าหลังฝน” ที่ใครบ่นกันหนาหูว่าสดสวยและงดงาม
เมื่อปีอีกปีนึงเดินทางมาบรรจบ ทำให้นึกถึงความฝัน
สูญหายไปจากใจรึเปล่า หรือด้วยอะไรสักอย่างที่ยังคง
ไม่สำเร็จเสร็จสมบูรณ์ แต่ถึงกระนั้นอย่างน้อยยังอิ่มใจวา
“มันเป็นรูปร่างบ้างไปแล้ว”
เมื่อวานก่อนหยิบหนังสือที่เพิ่งอ่านจบไปแล้วขึ้นมาปัดฝุ่น
สองสามที เพื่ออ่านต่อ
“หนังสือเล่มเดียวกัน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน
แต่ความรู้สึกที่มียังเหมือนเดิม”
หยิบโตเกียวไม่มีขา ของพี่เอ๋ นิ้วกลม
หยิบBear wish ของพี่โหน่ง วงศ์ทนง (อะเดย์)
เหมือนมีแสงวูบวามแวววับกระโดดเด้งออกมาจากปกหนังสือ
ฉันตกใจรีบวางลงทันที ล้างหน้า ล้างตา ดื่มน้ำหนึ่งแก้วใหญ่
เมื่อมองกลับไปที่หนังสืออีกครั้ง ทุกอย่างอยู่ในสภาพปรกติ
“เป็นได้ไง” “ไม่จริง” เผลออุทานขึ้น
หรือความจริงไม่มีแสงวูบวามแวววับกระโดดเด้งออกมา
หรือความจริงคือ พลังจากผู้เขียนส่งมาถึงผู้อ่าน
หรือแท้จริงคือ พลังของคนที่มีฝันแบบเดียวกันส่งถึงกัน
เพื่อเป็นการตอกย้ำให้แน่ใจอีกครั้งว่าไม่มีปฏิกิริยาอันใดเกิดขึ้น
ควรกลับไปดูอีกทีเพื่อความแน่ใจแล้วฉันก็ได้เห็น
“โตเกียวไม่มีขา ความฝันก็เช่นกัน
อยากได้ต้องเดินไปหาเอง”
เมษายน 30, 2010 ที่ 1:25 am
ปฏิกิริยาแ่ห่งความคิด
เมื่อเราเปิดใจอ่านข้อความที่ผู้เขียนกลั่นออกมา
ป.ล. ปกแบร์วิชเล่มล่าสุดน่าจะส่องแสงได้ เพราะเป็นสีทอง 55
ปีใหม่เป็นสิ่งที่เรากำหนดขึ้น
ข้อให้มีวันฟ้าสดใสบ่อยๆนะครับ